สี่แผ่นดิน เดอะมิวสิคัล : ภาพการเมือง การปกครองของไทย

สี่แผ่นดิน เดอะมิวสิคัล นับได้ว่าเป็นละครเวทีที่แฝงการสื่อความหมายทางการเมืองอยู่ในแต่ละฉาก เนื่องจากบทประพันธ์ดั้งเดิมนั้นได้มีเรื่องราวของเหตุการณ์บ้านเมืองเข้ามามีส่วนร่วมในเนื้อหาอยู่เสมอ โดยในการนำมาสร้างเป็นละครเพลงนั้นยังคงเนื้อหาในส่วนของประเด็นทางการเมืองการปกครองไว้ ซึ่งผู้ศึกษาสามารถวิเคราะห์แบ่งออกเป็น 4 ช่วงตามรัชสมัย ได้แก่

163579-5-7541

 ช่วงที่ 1 รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สี่แผ่นดิน เดอะมิวสิคัล มุ่งสะท้อนให้เห็นประเด็นเกี่ยวกับการเมืองการปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ โดยมีพระมหากษัตริย์เป็นสูงกลางการปกครอง รวมถึงเป็นที่ยึดเหนี่ยวพึ่งพาทางจิตใจ สะท้อนให้เห็นความรุ่งเรืองและความยิ่งใหญ่ของสถาบันพระมหากษัตริย์ ในยุคนี้ประชาชนเชื่อว่าพระมหากษัตริย์คือสมมติเทพหรือผู้มีบุญญาธิการ ควรค่าเคารพสูงสุด ศูนย์กลางของชีวิตรวมอยู่ที่พระบรมมหาราชวัง ปรากฏในบทละครตอนฉากวังหลวง ว่า

“วังหลวงของพระเจ้าเเผ่นดิน ทุกองค์สยามมินทร์ พักพิงสืบกันมา ยิ่งใหญ่เกรียงไกร ศูนย์รวมหัวใจประชา ศูนย์รวมความงามล้ำค่า คือศูนย์กลางเเดนสยาม วังหลวงของพระเจ้าเเผ่นดิน ถือเป็นหลักพึ่งพิง ของเราชาวสยาม ให้เรามีหวัง ก้าวตามหนทางอันดีงาม เมื่อวังนี้ยังคงยาวนานสยามมั่นคงสืบไป”

ช่วงที่ 1 นี้ผู้สร้างต้องการเน้นย้ำให้เห็นความสำคัญและความรุ่งเรืองของสถาบันพระมหากษัตริย์มากที่สุดผ่านฉาก ในหลวงของแผ่นดินเป็นฉากที่แม่พลอยแสดงความปิติในการเข้าเฝ้ารับเสด็จครั้งแรกว่า

“ในหลวงของแผ่นดินหล่อรวมให้เม็ดดินทรายกลายเป็นแผ่นดินที่ยิ่งใหญ่ หยดน้ำหยาดเหงื่อพระองค์หยดลงที่ไหน ทุกข์ร้อนจะพลันสลายทุกข์ภัยจะไม่อาจแผ้วพาน ในหลวงของแผ่นดินทรงเป็นที่รักและที่พึ่งพิงให้เราแสนนาน ตั้งแต่เล็ก จนโตจำได้ทุกอย่าง  ใต้ร่มพระบริบาลชาวสยามทุกคนร่มเย็น แผ่นดินนี้คือบ้านคือแดนสวรรค์แสนสุขใจมีทุกอย่างที่ดีเพราะใคร ฉันจะไม่ลืม ”

ช่วงที่ 2 รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว สี่แผ่นดิน เดอะมิวสิคัลสะท้อนให้เห็นภาพการเมืองการปกครองเป็นเสมือนหัวเลี้ยวหัวต่อระหว่างสมบูรณาญาสิทธิราชย์และประชาธิปไตย ความสำคัญในการบริหารราชการงานแผ่นดินของพระมหากษัตริย์เริ่มลดลงและถูกกล่าวถึงน้อยลง บทละครช่วงหนึ่งได้กล่าวว่า

“เสด็จที่เป็นเสมือนแม่ที่สองของอิฉันได้สิ้นพระชนม์ลง วังหลวงที่เคยเป็นสัญลักษณ์แห่งขนบธรรมเนียมแต่โบราณก็ดูเหมือนจะหมดแสงลงไป”

สะท้อนให้เห็นถึงความคิดสมัยเก่าที่กำลังจะหมดไป จากการนิยมส่งบุตรหลานข้าราชการไปเรียนต่อที่ประเทศฝั่งตะวันตกมากขึ้นทำให้แนวคิดเกี่ยวกับประชาธิปไตยเริ่มเข้ามาในยุคสมัยนี้ บทละครกล่าวถึงแนวคิดการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ผ่านทางตัวละคร ตาอั้นที่ไปเรียนกฎหมายที่ประเทศฝรั่งเศสกล่าวกับคนในครอบครัวว่า

 “พี่อ้นเคยอยู่แต่ประเทศนี้ พี่อ้นจะไปรู้อะไร ผมอยู่ที่เมืองนอก ผมเห็นอะไรมาเยอะแยะ แล้วอะไรที่เค้าเปลี่ยนแล้วปะเทศเค้าดีขึ้น เค้าก็ต้องเปลี่ยน”

ช่วงที่ 3 รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว สี่แผ่นดิน เดอะมิวสิคัลสะท้อนให้เห็นความขัดแย้งทางความคิดเกี่ยวกับการเมืองที่เห็นได้อย่างชัดเจนระหว่างกษัตริย์นิยมและประชาธิปไตย ผ่านเหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงการปกครองในปีพ.ศ.2475 โดยให้ตาอ้น ลูกชายของพลอยเป็นตัวแทนฝ่ายสมบูรณญาสิทธิ์ราชย์และให้ตาอั้น ลูกชายอีกคนของพลอยเป็นตัวแทนฝ่ายประชาธิปไตยหัวก้าวหน้า โดยในช่วงที่ 3 นี้เริ่มมีการกล่าวถึงเกี่ยวกับข่าวลือการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ปรากฏในบทละครตอนหนึ่งที่คุณเปรมพูดกับแม่พลอยว่า

  ”ฉันไม่อยากจะบอกแม่พลอยหรอก ฉันได้ยินมาสักพักหนึ่งแล้ว เค้าลือกันว่ามีคนคบคิดจะล้มอำนาจในหลวง”

หรือความคิดของคณะราษฎร์ที่ปรากฏในบทละครช่วงหนึ่งก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครองว่า”ประเทศเรานี้เป็นของราษฎร ไม่ใช่ของกษัตริย์ตามที่เขาหลอกลวง บรรพบุรุษของราษฎรเป็นผู้ช่วยผู้กู้ให้ประเทศเป็นอิสรภาพพ้นมือจากข้าศึก เหตุฉะนั้น ราษฎร ข้าราชการ ทหาร และพลเรือน ที่รู้เท่าถึงการกระทำอันชั่วร้ายของรัฐบาลดังกล่าวแล้ว จึงรวมกำลังตั้งเป็นคณะราษฎรขึ้น และได้ยึดอำนาจของรัฐบาลของกษัตริย์ไว้ได้แล้ว คณะราษฎรไม่มีประสงค์ทำการชิงราชสมบัติ แต่กษัตริย์จะต้องอยู่ใต้กฎหมายธรรมนูญการปกครองของแผ่นดิน โดยสภาผู้แทนราษฎร คณะราษฎรได้แจ้งความประสงค์นี้ให้กษัตริย์ทราบแล้ว ถ้ากษัตริย์ตอบปฏิเสธก็จะชื่อว่าทรยศต่อชาติ”

ช่วงที่ 4 รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล สี่แผ่นดิน เดอะมิวสิคัลสะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองไปสู่ระบอบประชาธิปไตย การบริหารงานประเทศที่ล้มเหลวของฝ่ายการเมือง สถาบันพระมหากษัตริย์ถูกกล่าวถึงน้อยลงในบทบาทการปกครองประเทศ สี่แผ่นดิน เดอะมิวสิคัลได้มีฉากเสียดสีการเมืองในยุคปัจจุบันโดยผ่านตัวละคร เสวี ปรากฏในบทละครฉากหนึ่งว่า

“เนรคุณ นายกล้าใช้คำนี้กับคนอื่นด้วยหรอ ในบ้านนี้ที่จะถูกเรียกว่าเนรคุณได้ ก็มีแต่นาย ก็แล้วใครล่ะที่อยากจะปฏิวัติ ล้มล้างระบอบกษัตริย์ แล้วเอาพวกโกงกินเข้ามาปกครองบ้านเมืองจนบ้านเมืองย่ำแย่อย่างทุกวันนี้ พวกแกนั่นแหล่ะ”

โดยในช่วงที่ 4 สถาบันพระมหากษัตริย์เปลี่ยนจากผู้ปกครองเป็นเสมือนความหวังที่คอยยึดเหนี่ยวทางจิตใจเท่านั้น ปรากฏในบทละครตอนเหตุการณ์การเสด็จนิวัติกลับพระนครของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลว่า

 “ความหวังคืนมายังแผ่นดิน องค์พระสยามินทร์ได้เสด็จกลับมา ทรงเป็นดังฝันงดงามของปวงประชา แสงเทียนที่เฝ้ารอมา เบิกฟ้าพร่างพราวไสวความหวังคืนมายังแผ่นดิน ทั้งทุกแดนทุกถิ่นยิ้มได้อย่างสดใส ทรงเป็นดั่งหวัง ร้อยรวมหัวใจคนไทย ร่มโพธิ์เริ่มให้ร่มใหม่ คืนร่มเย็นให้แผ่นดิน”

สี่แผ่นดิน เดอะมิวสิคัลใช้กลวิธีการเล่าเรื่องทั้งหมดโดยการเล่าทีละยุคสมัยเริ่มตั้งแต่รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจนถึงสิ้นรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ซึ่งเป็นรูปแบบเดียวกันกับที่ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมชในในการดำเนินเรื่อง โดยมีความแตกต่างตรงที่ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ให้น้ำหนักการเล่าเรื่องทั้งหมดอยู่ที่แผ่นดินที่ 1 คือ รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่ในสี่แผ่นดิน เดอะมิวสิคัลของบริษัทซีเนริโอจำกัด ให้น้ำหนักการดำเนินเรื่องอยู่ที่แผ่นดินที่ 3 ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นยุคหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญทางการปกครองในประเทศไทย

จากการวิเคราะห์พบว่า การที่สี่แผ่นดิน เดอะมิวสิคัลให้ความสำคัญกับแผ่นดินของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องจากเป็นยุคสมัยที่มีการขัดแย้งทางความคิด ความเชื่อเกี่ยวกับระบอบราชาธิปไตยซึ่งมีความใกล้เคียงกับเหตุการณ์ในยุคปัจจุบัน ผู้สร้างจึงต้องการสะท้อนเรื่องราวให้เห็นความเป็นไปในยุคสมัยดังกล่าวและเป็นละครเพื่อเสียดสีสังคมในยุคปัจจุบันด้วย

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s