40 ฉากใน สี่แผ่นดิน เดอะมิวสิคัล (วิเคราะห์)

 

บทประพันธ์เรื่องสี่แผ่นดินของม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมชนับได้ว่าเป็นนวนิยายเรื่องหนึ่งที่ถูกนำมาสร้างเป็นละครโทรทัศน์มากที่สุด ด้วยเนื้อเรื่องที่สนุกสนาน สอดแทรกคติ วัฒนธรรมและสภาพการเมืองในประเทศไทย จากรูปแบบของหนังสือมีการตีพิมพ์จำนวนหลายครั้ง มีจำนวน 1,344 หน้า ความยาวของเรื่องแบ่งเป็น 2 เล่มจบ เนื่องจากเป็นบทประพันธ์ที่มีความละเอียดมากในทุกๆด้าน การนำบทประพันธ์เรื่องดังกล่าวมาสร้างเป็นละครโทรทัศน์จึงมีความยากมากเช่นกันในการเก็บรายละเอียดให้ได้ครบ

บริษัทซีเนริโอ จำกัด โดย ถกลเกียรติ วีรวรรณได้นำบทประพันธ์เรื่องสี่แผ่นดินมาสร้างเป็นละครเพลง โดยใช้ชื่อว่า สี่แผ่นดิน เดอะมิวสิคัล ซึ่งได้ย่อรายละเอียดของเรื่องทั้งหมดสรุปจบภายในเวลา 3 ชั่วโมง 30 นาที แบ่งการแสดงออกเป็น 2 องก์ โดยมีกระบวนการนำบทประพันธ์มาดัดแปลงให้เป็นบทละครเพลงดังนี้

               สี่แผ่นดิน เดอะมิวสิคัลใช้กลวิธีการเล่าเรื่องทั้งหมดโดยการเล่าทีละยุคสมัยเริ่มตั้งแต่รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจนถึงสิ้นรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ซึ่งเป็นรูปแบบเดียวกันกับที่ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมชในในการดำเนินเรื่อง โดยมีความแตกต่างตรงที่ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ให้น้ำหนักการเล่าเรื่องทั้งหมดอยู่ที่แผ่นดินที่ 1 คือ รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่ในสี่แผ่นดิน เดอะมิวสิคัลของบริษัทซีเนริโอจำกัด ให้น้ำหนักการดำเนินเรื่องอยู่ที่แผ่นดินที่ 3 ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นยุคหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญทางการปกครองในประเทศไทย ซึ่งจากการศึกษาวิเคราะห์พบว่า การที่สี่แผ่นดิน เดอะมิวสิคัลให้ความสำคัญกับแผ่นดินของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องจากเป็นยุคสมัยที่มีการขัดแย้งทางความคิด ความเชื่อเกี่ยวกับระบอบราชาธิปไตยซึ่งมีความใกล้เคียงกับเหตุการณ์ในยุคปัจจุบัน ผู้สร้างจึงต้องการสะท้อนเรื่องราวให้เห็นความเป็นไปในยุคสมัยดังกล่าวและเป็นละครเพื่อเสียดสีสังคมในยุคปัจจุบันด้วย

สี่แผ่นดิน เดอะมิวสิคัล ใช้ตัวละครในการดำเนินเรื่องทั้งหมดคือ แม่พลอย (สินจัย เปล่งพานิช) เล่าเรื่องเหตุการณ์บ้านเมืองและชีวิตของตนเองที่ผ่านเรื่องราวต่างๆมาทั้งสี่แผ่นดิน โดยผ่านมาในรูปแบบของละครเพลงจำนวนทั้งหมด 40 ฉาก โดยคัดเฉพาะฉากที่มีความสำคัญและเป็นแก่นหลักของเรื่อง แบ่งการแสดงเป็น2องก์ องก์ที่ 1 รวม 19 ฉาก และองก์ที่ 2 รวม 21 ฉาก แต่ละฉากสามารถวิเคราะห์สารที่ผู้สร้างต้องการสื่อสารไปยังผู้รับสารในแต่ละฉากของละครเวทีเรื่อง
สี่แผ่นดิน เดอะมิวสิคัลได้ดังนี้

องก์ที่1

ฉากที่ 1 บทนำ เป็นฉากเปิดของเรื่อง ผู้สร้างต้องการส่งสารเกี่ยวกับความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์และแก่นเรื่องสำคัญเน้นย้ำถึงความสำคัญของพระมหากษัตริย์ ในบทละครที่เป็นประโยคเปิดของละครเรื่องนี้ว่า “อิฉันชื่อพลอยค่ะ อิฉัน รักพระเจ้าแผ่นดิน หากมีใครเกิดสงสัยว่า ด้วยเพราะความคิดใด จึงทำให้อิฉัน เอ่ยปากออกมาเป็นคำพูดเยี่ยงนี้ อิฉันจะเล่าเรื่องราวของอิฉันให้ฟัง เรื่องราวของชีวิต ที่เปรียบดั่งสายน้ำในคลองบางหลวง ที่บางครั้ง เอ่อล้นฝั่ง แต่บางคราว กลับลดต่ำแห้งขอด และก็มีหลายครั้ง ที่ไหลเชี่ยว วกวนเกินคาดการณ์ แต่ท่ามกลางกระแสชีวิตที่ผันแปร ความทุกข์ทั้งหลายที่เกิดขึ้น กลับผ่านพ้นไปได้เสมอ เพราะชีวิตของอิฉัน มีเสาหลักให้ยึดเหนี่ยว เสาหลัก ที่ช่วยพยุงกายและใจ และดูเหมือนว่าจะไม่ใช่อิฉันเพียงคนเดียว หากแต่เป็นคนไทยทั้งแผ่นดิน ที่มีหลักยึดเหนี่ยวเดียวกันนี้ ทำให้ชีวิต มีความหวังอยู่เสมอ และนี่คือเรื่องราวชีวิตของอิฉัน เรื่องราวชีวิตของคนคนหนึ่ง ที่ผ่านมาตลอด ทั้งสี่แผ่นดิน”

ฉากที่ 2 บ้านของฉัน เป็นฉากช่วงวัยเด็กของแม่พลอยกับบ้านคลองบางหลวง ผู้สร้างต้องการส่งสารให้เห็นสภาพของวิถีชีวิตคนไทยในยุคสมัยรัชกาลที่5 ที่มีความผูกพันกับสายน้ำ ความหมายอีกนัยหนึ่งชีวิตคนเราอุปมาเปรียบเสมือนสายน้ำที่มีขึ้นมีลง สี่แผ่นดินเปรียบชีวิตของแม่พลอยตัวละครเอกของเรื่องว่ามีชีวิตเหมือนสายน้ำในคลองบางหลวง

ฉากที่ 3 วังหลวง เป็นฉากที่ผู้สร้างต้องการสะท้อนภาพความยิ่งใหญ่ของสถาบันพระมหากษัตริย์ผ่านทางความยิ่งใหญ่ของพระบรมมหาราชวัง ตลอดจนความผูกพันระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับประชาชน ความอยู่เย็นเป็นสุขได้ด้วยพระบารมีของพระมหากษัตริย์

ฉากที่ 4 ถึงคราวต้องจาก เป็นฉากที่ผู้สร้างต้องการสื่อสารในเรื่องของความรักความผูกพันระหว่างแม่กับลูก

ฉากที่ 5 วันที่ไร้แม่ เป็นฉากที่ผู้สร้างต้องการสื่อสารเกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงในชีวิตของแม่พลอยตัวละครเอกของเรื่อง เน้นย้ำประเด็นในการก้าวผ่านชีวิตด้วยตัวคนเดียว

ฉากที่ 6 ชาววัง เป็นฉากที่ผู้สร้างต้องการสะท้อนให้เห็นขนบธรรมเนียม ประเพณีและวิถีปฏิบัติของข้าราชการฝ่ายในพระบรมมหาราชวังหรือชาววัง ตั้งแต่แนวปฏิบัติในการแต่งกาย ธรรมเนียมราชประเพณี การใช้คำราชาศัพท์ กริยามารยาทต่างๆ

ฉากที่ 7 ใต้ร่มพระบารมี ผู้สร้างสะท้อนความนิยมเจ้าและจงรักภักดีในสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างชัดเจนในฉากนี้ โดยมุ่งส่งสารเกี่ยวกับความสุข ความเจริญ ความร่มเย็นภายใต้ร่มพระบารมีของพระมหากษัตริย์ไทย ดังบทละครตอนหนึ่งที่ว่า “ใต้ร่มพระบารมีขององค์พระเจ้าแผ่นดิน เหล่าพสกนิกรทุกคนทุกถิ่นร่มเย็นกินดีอยู่ดี” รวมถึงสะท้อนให้เห็นพระราชกรณียกิจที่สำคัญที่เกิดขึ้นในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 เช่น กำเนิดไปรษณีย์ไทย ก่อกำเนิดโรงพยาบาลวังหลังหรือโรงพยาบาลศิริราช การเลิกทาส

ฉากที่ 8 ในหลวงของแผ่นดิน ผู้สร้างเน้นย้ำเรื่องประเด็นของความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ในฉากนี้มากที่สุด ดังบทละครตอนหนึ่งที่ว่า “ วันนั้น วันที่อิฉันได้เห็นในหลวงเป็นครั้งแรก จากการาอบรมสั่งสอนที่ได้รับมาจากบรรพบุรุษให้จงรักและภักดีต่อพระเจ้าอยู่หัว  ทำให้อิฉันได้แต่ก้มหน้าและก้มลงกราบนิ่งอยู่อย่างนั้น แต่เมื่อเวลาได้ผ่านพ้นไป เมื่ออิฉันเติบใหญ่ และได้เห็นสิ่งที่พระเจ้าอยู่หัวทรงได้ทำให้พวกเราได้อยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุข การก้มลงกราบพระเจ้าแผ่นดินของอิฉัน จึงมิใช่การกราบจากการอบรมสั่งสอน แต่เกิดจากความเข้าใจและตระหนักถึงพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดไม่ได้ ” เป็นการเน้นย้ำสาระสำคัญของเรื่องนี้ให้ผู้ชมรับรู้อีกครั้งหนึ่ง

.                  ฉากที่9 แม่ช่างหอม ผู้สร้างต้องการส่งสารเกี่ยวกับการเจริญวัยเติบโตขึ้นของแม่พลอยเข้าสู่วัยสาว การมีความรักและกลวิธีในการเกี้ยวพาราสีของคนในยุคสมัยรัชกาลที่5 และที่มาของคำว่าเจ้าชู้ประตูดิน

ฉากที่ 10 ขนมจีนบางปะอิน ผู้สร้างต้องการสะท้อนให้เห็นวิธีการจีบผู้หญิงของผู้ชายสมัยก่อน การรักนวลสงวนตัวของผู้หญิง รวมถึงสะท้อนให้เห็นราชประเพณีทอดผ้าพระกฐินพระราชทาน หรือ กฐินหลวงที่ในรัชกาลที่ 5 นิยมไปถวายผ้าพระกฐินที่วัดวิเวกวายุพัดและการเสด็จแปรพระราชฐานที่พระราชวังบางปะอิน

ฉากที่ 11 พลอย  ผู้สร้างต้องการส่งสารให้ผู้ชมทราบถึงความงดงามของแม่พลอยตัวละครเอกของเรื่อง รวมถึงสะท้อนให้เห็นธรรมเนียมปฏิบัติเรื่องการสู่ขอ การแต่งงานและข้อคิดเกี่ยวกับการมีเหย้ามีเรือน ตามบทละครช่วงหนึ่งเสด็จฯมีรับสั่งกับแม่พลอยเกี่ยวกับข้อคิดการแต่งงานที่ว่า “สมมุติว่าเจ้าได้ผัวที่เคยรักใครกันมาก่อน เจ้าอยู่กับเค้า ก็จะมีแต่ความรักของเจ้ากับเค้าเป็นหลัก เมื่อหมดรัก ก็หมดสิ้นทุกสิ่งทุกอย่าง แต่ถ้าเจ้าได้ผัวที่ผู้ใหญ่เป็นคนปลูกผังให้ เจ้าก็จะอยู่กันไปโดยมีความหวังดีของพ่อแม่เป็นหลัก ฝ่ายชายเขาก็จะดูแล และไม่กล้าหักหาญน้ำใจ เพราะถือว่าผู้ใหญ่อุตส่าห์ไว้วางใจ ยกแก้วตาดวงใจให้ และเมื่ออยู่กินกันไป ความผูกพันระหว่างเจ้ากับเค้าก็จะบังเกิดขึ้นและเติบโตกลายเป็นความรักได้ในที่สุด สุดท้ายแล้วถึงความรักจะจืดจางลง แต่ความผูกพันธ์ก็จะยังคงอยู่เสมอไป และชีวิตแต่งงานของเจ้ากับเค้า ก็จะมั่นคง ยืดยาวจนตายจากกัน”

ฉากที่ 12 สายธารแห่งชีวิต ผู้สร้างเน้นย้ำเกี่ยวกับประเด็นที่ต้องการสื่อสารเกี่ยวการเปรียบชีวิตเหมือนสายน้ำที่มีวันขึ้นลงตามกระแสน้ำที่เหมือนเป็นกระแสของโชคชะตา

ฉากที่ 13 พลอย Reprise ผู้สร้างต้องการเน้นย้ำเกี่ยวกับคุณค่า ความสวยงามของตัวละครเอก คือแม่พลอย ผ่านกลวิธีเล่าเรื่องแบบละครเพลง

ฉากที่ 14 อาจเคยเป็นคนไม่ดี ผู้สร้างต้องการสื่อให้เห็นว่าชีวิตของคนมักจะมีความลับ หรืออดีตที่เป็นร่อยรอยด่างพร้อยที่ไม่อาจลบได้ แต่สามารถลบได้ด้วยการให้อภัยโดยการส่งสารดังกล่าวผ่านตอนที่แม่พลอยไปพบกับตาอ้นลูกชายคนเล็กของคุณเปรมที่เกิดกับคนรับใช้แต่แม่พลอยก็ให้อภัยคุณเปรมในที่สุด

ฉากที่ 15 ดาวหางมาเยือน ผู้สร้างต้องการส่งสารในเรื่องของเทวราชาหรือสมมติเทพในเรื่องเหตุการณ์ดาวหางปรากฏบนฟ้าเป็นลางบอกเหตุเกี่ยวกับการสวรรคตของรัชกาลที่ 5 ตามความเชื่อโบราณที่มีความเชื่อว่า หากดาวหางปรากฏขึ้นบนฟ้าแสดงว่าผู้มีบุญญาธิการใกล้มีอันเป็นไป ตามบทละครช่วงหนึ่งที่ว่า “ดาวดูใกล้เข้ามา มีคำพยากรณ์บ้านเมืองจะมืดมน กลัวว่าผู้มีบุญซักคนจะต้องสิ้นไปข่าวในหลวงท่านประชวร ผู้คนล้วนกังวลใจ ดาวหางหรือไร นำพาเคราะห์ร้ายเข้ามา

ในสมัย อยุธยา ดาวหางเข้ามาองค์กษัตราก็เคยสิ้นไปน่ากลัว จะเหมือนดังว่า ในหลวงของเราบุญญากว่าใคร เป็นไปไม่ได้” ผู้สร้างตอกย้ำประเด็นผูกโยงเข้ากับเรื่องบุญญาธิการ สมติเทพ ตามความเชื่อโบราณ นอกจากนี้ยังส่งสารให้เห็นถึงความทุกข์ โทมนัสหลังการเสด็จสู่สวรรคตของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นการสิ้นสุดจบลงของแผ่นดินที่ 1

ฉากที่ 16 สราญรมย์ เริ่มต้นแผ่นดินที่ 2 ผู้สร้างต้องการสะท้อนให้เห็นการเสื่อมสลายทั้งความเชื่อ คติโบราณ รวมถึงตัวละครที่ถือว่าเป็นคนยุคเก่า เปลี่ยนสู่ยุคของความเจริญของศิลปะวัฒนาการการเฟื่องฟูของวรรณกรรม ละคร ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (พระมหาธีรราชเจ้า) ดังปรากฏในบทละครช่วงหนึ่งที่มีการกล่าวถึง การจัดแสดงละครหลวงโดยมีรัชกาลที่6ทรงร่วมแสดงด้วยในเรื่อง โพงพาง และการชื่นชมในพระปรีชาสามารถของพระมหากษัตริย์ที่ปรากฏในบทละครช่วงหนึ่งที่คุณเปรม สามีของพลอยได้เจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงานเพราะพระบารมีของรัชกาลที่ 6ที่ว่า “ได้อยู่รับใช้ในหลวงเห็นสิ่งที่ทรงเป็นห่วงทรงทำเพื่อผองชน  นำสยามด้วยเปี่ยมล้นพระปรีชายิ่งนานเกิดความผูกพันยิ่งเคารพรักพระองค์เกิดแรงใจขึ้นมามีศรัทธาทำดีถวายเพื่อพระองค์”

ฉากที่ 17 ภาพ ผู้สร้างต้องการส่งสารให้ผู้รับชมเข้าใจเกี่ยวกับ ความสุนทรียะของชีวิต ความรัก การเปลี่ยนแปลงของชีวิต รวมถึงต้องการสะท้อนให้เห็นค่านิยมในการส่งบุตรหลานไปเรียนต่อที่ยุโรปในสมัยนั้น

ฉากที่ 18 คนรุ่นใหม่ ผู้สร้างต้องการสะท้อนให้เห็นความเจริญทางความคิดของคนรุ่นใหม่ที่ได้ร่ำเรียนความรู้มาจากต่างประเทศ รวมถึงอุดมการณ์ทางการเมืองที่มีหลากหลาย ความคิดของคนรุ่นใหม่ที่แตกต่างกัน เช่น ความคิดของตาอ้นที่ต้องการปกป้องราชบัลลังก์  ความคิดของตาอั้นที่ต้องการเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศเพื่อให้ประเทศชาติก้าวหน้า  ความคิดของประไพที่เป็นคนรุ่นใหม่รักความสบาย และความคิดของพลอยคนรุ่นเก่าที่เฝ้ามองการเปลี่ยนแปลง

ฉากที่ 19 สายธารที่ต่างกัน ผู้สร้างต้องการสะท้อนให้เห็นการเปลี่ยนแปลงของชีวิตที่รวดเร็วเหมือนสายน้ำหลายสายที่แตกต่างกัน มีทิศทางและจุดหมายต่างกันเปรียบเสมือนชีวิตคน ในฉากนี้เป็นฉากที่แสดงอุดมการณ์จุดยืนทางการเมืองของแต่ละตัวละครได้ชัดเจนมากที่สุด รวมถึงเป็นฉากการสิ้นสุดรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว สิ้นสุดแผ่นดินที่2 ในยุคของหัวเลี้ยวหัวต่อทางความคิดทางการเมือง

องก์ที่ 2

.                  ฉากที่ 1Congratulations เริ่มต้นแผ่นดินที่3 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้สร้างต้องการสะท้อนให้เห็นการหลั่งไหลของวัฒนธรรมต่างชาติ การเปลี่ยนแปลงของภาษา การแต่งกาย วัฒนธรรมที่ปรับเปลี่ยนไปตามชาติตะวันตก

ฉากที่ 2 ผิดหวัง ผู้สร้างต้องการสะท้อนความคิดของตาอั้นลูกชายของพลอยที่มีแนวคิดสมัยใหม่และต่อต้านการปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และต้องการเสียดสีสังคมไทยในเรื่องของระบบอุปถัมภ์ ปรากฏในบทละครช่วงหนึ่งที่ว่า “คงไม่มีหวังได้เลื่อนขั้นขึ้นไป คราบใดบ้านเรานั้น ยังเป็นอยู่อย่างนี้ ไม่วัดคนที่ความสามารถ วัดที่คนไหนลูกเจ้าลูกนาย ถ้าใครเกิดเป็นเจ้าคงก้าวต่อไปไกล แต่ถ้าเราเป็นคนธรรมดา ต่อให้ทำผลงานก็ไม่เข้าตา บ้านเราจึงไม่เจริญ”

ฉากที่ 3 ปฎิญาณ ผู้สร้างสะท้อนให้เห็นเกี่ยวกับข่าวลือของขบวนการล้มเจ้าท่ามกลางความแตกแยกทางความคิด โดยฉากนี้ผู้สร้างได้ใช้ตัวละครคือ ตาอ้น ลูกชายที่รับราชการทหารผู้ที่มีอุดมการณ์และยึดมั่นในความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ปรากฏในบทละครช่วงหนึ่งว่า“ปฏิญาณต่อราชบัลลังก์ จงรักภักดีคุ้มครองสถาบันให้ปลอดภัย แผ่นดินมีร่มโพธิ์ร่มไทร สยามของเราร่มเย็นสืบไปตรอบนานเท่านาน” เปรียบเสมือนการเน้นย้ำประเด็นในเรื่องของการจงรักภักดีที่ไม่เสื่อมถอย

ฉากที่ 4 อาจเคยเป็นคนไม่ดี (Reprise) เป็นการใช้กลวิธีการเล่าเรื่องแบบละครเพลงเพื่อให้ผู้รับชมจดจำตอกย้ำเรื่องประเด็นความรักของตัวละครเอก

ฉากที่ 5 ภาพ (Reprise) เป็นการใช้กลวิธีการเล่าเรื่องแบบละครเพลงเพื่อให้ผู้รับชมจดจำตอกย้ำเรื่องประเด็นเรื่องการเปลี่ยนแปลงของชีวิต

ฉากที่6 แตกแยก ฉากนี้ผู้สร้างชี้ให้เห็นประเด็นการแตกแยกทางความคิดของคนในสังคม โดยสะท้อนผ่านทางครอบครัวของพลอยที่มีคนต่างอุดมการณ์อาศัยอยู่ด้วยกัน ความแตกต่างของอุดมการณ์ทำให้เกิดความแตกแยกภายในครอบครัว ร่องรอยของความแตกแยกปรากฏให้เห็นชัดเจนที่สุดในบทละครช่วงหนึ่งที่ตาอ้นพูดกับแม่พลอยว่า “ไม่ต้องหรอกครับคุณแม่ ดีแล้วที่มันคิดแบบนี้ เพราะผมก็ทนไม่ได้ที่มีน้องเป็นกบฏ คราวหน้าถ้าเจอกันผมจะได้ไม่ลังเลที่ต้องจัดการศัตรูของแผ่นดิน”

ฉากที่ 7 ฉันจะอยู่เคียงข้างเธอ เป็นการใช้กลวิธีการเล่าเรื่องแบบละครเพลงเพื่อให้ผู้รับชมจดจำตอกย้ำเรื่องประเด็นเรื่องกำลังใจ ความรักความผูกพันระหว่างแม่กับลูก

ฉากที่ 8 ผิดคำสาบาน ผู้สร้างต้องการสื่อประเด็นเกี่ยวกับความขัดแย้งทางความคิดระหว่างคนหัวสมัยใหม่ที่มีใจรักประชาธิปไตยผ่านตัวละครคือตาอั้นและคนหัวสมัยเก่าที่นิยมเจ้าผ่านตัวละครคือแม่พลอย โดยแต่ละตัวละครเป็นตัวแทนของอุดมการณ์ทางการเมืองที่ต่างกันปรากฏในละครช่วงหนึ่งที่ตาอั้นพูดกับแม่พลอยเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงการปกครองว่า “ไม่เคยผิดคำสาบาน พวกเราเทิดทูนในหลวงเช่นเคยไม่มีเคลือบแคลง เราแค่ทำตามอุดมการณ์กับบ้านเมืองที่ต้องเปลี่ยนแปลง ไม่นานจะต้องดีกว่าเดิมถึงยุคที่เรืองรองอำนาจทั้งผองของประชาชน

ถึงยุคแห่งปวงราษฎร์และเอกราชทุกแห่งทุกหน”

ฉากที่ 9 แผ่นดินลุกเป็นไฟ ผู้สร้างต้องการสื่อประเด็นทางการเมืองเกี่ยวกับการรบระหว่างคนไทยด้วยกันเอง โดยนำฉากที่มีความเกี่ยวข้องกับกบฏบวรเดชมาสะท้อนให้เห็น ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นการสู้รบที่เกิดจากชนวนการขัดแย้งทางความคิดระหว่างประชาธิปไตยกับสมบูรณาญาสิทธิราชย์

ฉากที่ 10 ต้องทำทุกสิ่ง ผู้สร้างต้องการสะท้อนให้เห็นถึงโทษที่กบฏบวรเดชได้รับ แม้จะเป็นการทำในสิ่งที่พลอยมองว่าถูกต้องคือการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์

ฉากที่ 11 แม่จ๋า อย่าร้องไห้ ผู้สร้างได้นำเสนอประเด็นเกี่ยวกับการสละราชสมบัติของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวส่งผลให้คดีที่เกิดขึ้นภายใต้กฎหมายกลายเป็นโมฆะรวมถึงคดีกบฏบวรเดช ชี้ให้เห็นถึงพระมหากรุณาธิคุณ ความเมตตาที่พระมหากษัตริย์มีต่อราษฎร ดังปรากฎในบทละครช่วงหนึ่งที่นำพระราชหัตถ์เลขาของรัชกาลที่ 7ว่า “ข้าพเจ้าเห็นว่ารัฐบาลและพวกพ้อง  ใช้การปกครองไม่ถูกหลักของเสรีภาพและหลักของความยุติธรรม บัดนี้หมดหนทางที่ข้าพเจ้าจะช่วยเหลือ  ให้ความคุ้มครองกับประชาชนได้ต่อไปแล้ว ข้าพเจ้าจึงขอสละราชสมบัติ และออกจากตำแหน่งพระมหากษัตริย์แต่บัดนี้เป็นต้นไป ข้าพเจ้าเต็มใจที่จะสละอำนาจที่ข้าพเจ้ามีแต่เดิม ให้แก่ราษฎรโดยทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยอมยกอำนาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใด คณะใดโดยเฉพาะ เพื่อใช้อำนาจนั้นโดยสิทธิ์ขาด และคงให้ฟังเสียงอันแท้จริงของประชาราษฎร์” สิ้นสุดแผ่นดินที่ 3

ฉากที่ 12 เลือกใครหนอ เริ่มต้นแผ่นดินที่4 รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ผู้สร้างต้องการสะท้อนให้เห็นภาพบรรยากาศแผ่นดินที่ไร้พระมหากษัตริย์ การเปลี่ยนแปลงของประเทศไปสู่แบบแผนใหม่ ในยุคของจอมพลป.พิบูลสงคราม ปรากฏในบทละครช่วงหนึ่งซึ่งเป็นตอนที่พลอยเล่าถึงบรรยากาศในแผ่นดินที่4 ว่า “การเปลี่ยนแผ่นดินครั้งนี้ เป็นครั้งที่อิฉันอ้างว้างและไร้ที่พึ่งมากที่สุด แผ่นดินถึงจะได้ชื่อว่ามีกษัตริย์แต่พระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใหม่ ท่านก็ยังทรงพระเยาว์ยิ่งนัก และทรงพำนักอยู่ไกลถึงต่างประเทศ แผ่นดินใหม่จึงเปรียบเสมือนบ้านที่ขาดหัวหน้าครอบครัว คนในบ้านก็ไร้ที่พึ่งไร้ที่ยึดเหนียว ซึ่งเหมือนกับบ้านของอิฉัน ที่คนในบ้านต่างมีอันพลัดพรากจากกันไปคนละทิศละทาง คุณอุ่นที่ขอมาอยู่ด้วยก็สิ้นลมลง ตาอ้นถูกย้ายไปจองจำไกลถึงเกาะตะรุเตา ประไพและตาอั้นต่างก็มีความคิดเตลิดไปไกลกว่าที่อิฉันจะตามทัน ทุกอย่างเปลี่ยนไปมากเหลือเกิน แม้แต่ชื่อประเทศที่มีมาช้านานก็ถูกเปลี่ยนจากสยามเป็นประเทศไทย”

ฉากที่ 13 รอดไหม เป็นฉากที่ผู้สร้างต้องการนำเสนอให้เห็นมุมมองของคนยุคเก่าที่มองคนยุคใหม่ ผ่านตัวละครที่มีหัวคิดสมัยเก่าและเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพบ้านเมืองอย่างมีอคติ คือ แม่ช้อย ที่แสดงความห่วงใยว่า หน้าที่ของผู้หญิง การวางตัวของกุลสตรีไทยที่เริ่มเปลี่ยนไป ปรากฏในบทละครช่วงหนึ่งว่า “ รอดไหมผู้หญิงยุคใหม่ ขาดเงินก็แบมือทำเป็นอ้อนออด แล้วจะรอดไหม

งานบ้านเธอก็อิดออด งานเรือนดูท่าจะจอด งานครัวให้เธอทำคงต้องม้วยมอด เธอรอดได้หรือไม่

จะลุกจะนั่งไม่เคยระวังเดี๋ยวจะวอด อะไรจะเล็ดลอดออกมาไหม นุ่งห่มกระโปรงต้องระวังไว้ ฉันนุ่งโจงกระเบนก็เลยอยู่พ้นภัย”

ฉากที่ 14 แผ่นดินร้อน ผู้สร้างนำเหตุการณ์สงครามโลกครั้งที่ 2 มานำเสนอโดยมุ่งไปที่ความขัดแย้งภายในรัฐบาลในการเข้าร่วมฝ่ายญี่ปุ่นจนก่อให้เกิดขบวนการเสรีไทย

ฉากที่ 15 พวกขายชาติ ผู้สร้างใช้ฉากนี้ในการเสียดสีการเมืองไทยในปัจจุบัน ในการทำหน้าที่ที่ไม่ต่างกับการขายประเทศชาติ ปรากฏในบทละครช่วงหนึ่งที่ตาอั้นได้พูดกับเสวีว่า “เรายอมตายในวันนี้ ดีกว่าทำตัวอย่างนาย อย่างกับพวกรัฐบาล ตาขาวขี้ขลาดช่างน่าละอาย พวกขายชาติ”

ฉากที่ 16 บ้านของความทรงจำ ผู้สร้างสะท้อนให้เห็นถึงความหายนะของสงครามโลกที่ทำลายทุกสิ่งทุกอย่างรวมถึงบ้านคลองพ่อยมของคุณเปรม

ฉากที่ 17 บ้านของฉัน (Reprise) ผู้สร้างใช้กลวิธีของละครเพลง ย้อนเรื่องราวของบ้านของบางหลวงเปรียบเสมือนชีวิตของพลอยที่ย้อนกลับมาสู่จุดเริ่มต้นอีกครั้งหนึ่ง

ฉากที่ 18 ฉันจะอยู่เคียงข้างเธอ (Reprise)เป็นการใช้กลวิธีการเล่าเรื่องแบบละครเพลงเพื่อให้ผู้รับชมจดจำตอกย้ำเรื่องราวความผูกพันระหว่างพลอยกับตาอ๊อด

ฉากที่ 19 แสงที่เธอศรัทธา เป็นฉากที่ผู้สร้างต้องการให้สื่อสารให้เห็นเกี่ยวกับการสำนึกผิด การเห็นคุณค่าของสถาบันพระมหากษัตริย์ ดังปรากฏในบทละครช่วงหนึ่งผ่านตัวละครคือตาอั้น ว่า “ถึงวันมืดมนหนทาง จึงรู้ว่า ได้ทำลายสิ่งล้ำค่า จนทุกอย่างสิ้นสลาย หนึ่งแสงที่ดับสิ้นลง ทุกสิ่งบนฟ้าก็ดับมืดตามทุกแห่งทุกหน มืดหม่น หมดสิ้นแสงสว่าง มองไม่เห็นหมดสิ้นทุกอย่าง หมดสิ้นแสงนำทาง มืดมิดไปทั้งจิตใจ ”

ฉากที่ 20 ความหวังคืนมายังแผ่นดิน ผู้สร้างสะท้อนให้เห็นถึงความจงรักภักดีของประชาชนชาวไทยที่มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ผ่านเหตุการณ์การเสด็จนิวัติกลับพระนครของรัชกาลที่ 8 ปรากฏในบทละครช่วงหนึ่งว่า “หัวแถวอยู่ที่พระบรมมหาราชวัง ส่วนปลายแถวน่าจะอยู่ที่สนามบินดอนเมือง ผมไม่เคยคิดเลยครับ ว่าผมจะได้เห็นภาพนี้ ไม่ว่าจะมองไปทางไหน ก็เห็นแต่ผู้คนยิ้มแย้มให้กัน” และ ”ในหลวงของแผ่นดิน หล่อรวมให้เม็ดดินทรายกลายเป็นแผ่นดินที่ยิ่งใหญ่
หยดน้ำ หยาดเหงื่อพระองค์หยดลงที่ไหน ทุกข์ร้อนจะพลันสลายทุกข์ภัยจะไม่อาจแผ้วพาน

ในหลวงของแผ่นดิน อยู่เป็นมิ่งขวัญปวงชนคนไทยดั่งความฝันครั้งใหม่ หล่อหลอมจิตใจที่เคยพรากจากกันไว้ ทุกข์ร้อนจะเลยผ่านไป ทุกข์ภัยจะไม่อาจแผ้วพาน ในหลวงของแผ่นดิน ทรงเป็นที่รักและที่พึ่งพิงตราบนานแสนนาน จากวันนี้ใต้ฟ้าจะทองดงาม ใต้ร่มพระบริบาล ชาวสยามทุกคนร่มเย็นแผ่นดินนี้คือบ้านคือแดนสวรรค์แสนสุขใจ” จากเหตุการณ์นั้นจึงตัดเข้าสู่เหตุการณ์การสวรรคตของรัชกาลที่8อย่างรวดเร็ว เป็นการสิ้นสุดแผ่นดินที่4 และสิ้นสุดชีวิตของแม่พลอย

ฉากที่ 21 บทสรุป ฉากนี้ผู้สร้างสรุปเนื้อหาและสาระสำคัญทั้งหมดของเรื่องที่เปรียบชีวิตเป็นสายน้ำในคลองบางหลวงมีขึ้นมีลง ชีวิตที่เปรียบเหมือนภาพที่ย่อมมีวันเปลี่ยนแปลง รวมถึงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ของคนไทยตลอดไป

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s